Homeเราทำอะไรเกี่ยวกับองค์กรติดต่อเราสมุดเยี่ยมLinks
Home arrow บทความ (Articles) arrow บทความทั่วไป arrow บ้านดินกับสังคมไทย
 
header.gif
.
 
บ้านดินกับสังคมไทย PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย โจน จันใด   

หัวใจของบ้านดินคือ ใช้สิ่งที่มีอยู่ เราสามารถควบคุมมันได้ ถ้าเราเอาจากข้างนอกเราไม่สามารถควบคุมได้ ถ้าข้างนอกมีปัญหา เราก็มีปัญหาด้วย จริงๆ แล้วบ้านดินมีหลายวิธีมาก แต่เดี๋ยวนี้เราจะหลงใหลกับการใช้อิฐดินมาก สำหรับผมแล้วการทำบ้านดิน การอยู่บ้านดินเป็นการทำสงคราม สงครามครั้งแรกคือสงครามกับใจตัวเองเพระาปกติถ้าคนเราทำอะไรแล้วเหนื่อยเราก็จะหยุด อยากพัก อยากเลิก แต่การทำบ้านดินนี่เหนื่อยแต่มันส์ ก็เลยทำต่อไปเรื่อยๆ ทำให้ผมได้ค้นพบศักยภาพอย่างหนึ่งในตัวเอง คือ เลยจากความเหนื่อยคือความเบาสบาย แต่คนส่วนใหญ่เวลาเหนื่อยก็จะหยุดรวมทั้งผมด้วยเมื่อก่อน ก็เลยไม่หลุดพ้นจากความเหนื่อยเพื่อจะพบกับความเบาสบาย ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีในชีวิตและนี่คือสงครามภายใน เพราะผมเป็นคนที่อยู่กับการใช้ความรู้สึกมาก พอมาทำบ้านดินเอออีกนิดเดียวทำให้เสร็จดีกว่า ทำให้เราผ่านจุดที่เราเคยหยุดมาแล้วไปสู่อีกจุดหนึ่ง คล้ายๆ กับว่าเราจะถึงยอดเขาแล้ว แต่เราหยุดเพราะเหนื่อยแต่จริงๆ เดินอีกนิดหนึ่งก็จะถึงและได้พักยาวๆ มันสบายกว่า

และต่อมาก็คือสงครามกับโลก โลกจริงๆ แล้วตอนนี้อยู่ในภาวะของสงคราม เนื่องจากการพัฒนาที่ยาวนานทำให้รูปแบบของสงครามเปลี่ยนไป ทำให้ระบบทาสเปลี่ยนไป แต่ก่อนยกปืนไปฟาดฟันกันใครชนะก็จะกวาดต้อนอีกฝ่ายไปเป็นทาส แต่ทุกวันนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น มันลึกซึ้งกว่าที่เราจะเข้าใจได้ ว่าขณะนี้เราได้ตกเป็นทาสไปแล้ว ไม่มีใครรู้เลยว่าเราเป็นทาส บางคนยังเพลิดเพลินกับความร่ำรวยที่ตัวเองหามาได้ แล้วใช้จ่ายอย่างมหาศาล บางคนเข้าห้างสรรพสินค้า ซื้อกระดาษชำระมาก ๆ ก็ยังดี หลงภูมิใจว่าตัวเองมีเงินซื้อของเยอะ แต่นั้นเป็นทาสยุคใหม่ ทันทีที่เราใช้เงินนั้น คือการส่งส่วย เพราะว่าทุกครั้งที่เรากินอาหารเราจะต้องส่งส่วยไปประเทศญี่ปุ่น เพราะเราใช้ผงชูรสอายิโนโมโต๊ะ กินอาหารเสร็จก็กินเป็บซี่ โค้ก เราก็ส่งส่วยไปสหรัฐฯ ทุกอย่างมันเป็นระบบทาสทำให้คนเราอยู่ในภาวะที่ทุกข์ทรมาน แต่รู้สึกว่าเหมือนไม่ทุกข์ทรมานทำให้เราต้องทำงานมาก ทำให้เรารู้สึกว่าการทำงานมากเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ซึ่งจริง ๆ แล้วเราเป็นสัตว์ที่ผิดปกติที่สุดในโลกยุคนี้ เพราะประวัติศาสตร์มนุษย์โลก ไม่มีอีกแล้วที่จะทำงานกันวันละ 8 ชั่วโมง เหมือนที่เรากำลังทำกันอยู่ในขณะนี้ เราจะรู้สึกอหังกาไม่ได้ว่าเราเป็นมนุษย์ที่เจริญที่สุด เพราะเราทำงานมากที่สุด จริง ๆ เราคือมนุษย์โง่ที่สุด

ส่วนนี้คือส่วนที่ซับซ้อนที่สุดแต่เราไม่มองกัน เรากระเสือกกระสนหาเงินเพื่อความร่ำรวยกัน เราทำไปเพื่ออะไร แล้วใครได้ประโยชน์คิดให้ลึก ๆ เราจะได้รู้ว่าไม่มีใครได้ประโยชน์จากความร่ำรวย จากความเจริญก้าวหน้าที่เราสร้างขึ้นมาได้เลย

อย่างรถยนต์ที่ซื้อมา มันทำให้เราไปได้เร็วขึ้นเพื่อที่จะได้ไปทำงานเร็วขึ้น ทำงานเพื่อใครไม่รู้เลย เราอยู่ในยุคสมัยที่ความเป็นมนุษย์เรากำลังจะสูญสิ้นไป เพราะว่าสัตว์ทุกชนิดเป็นห่วงลูกเป็นห่วงครอบครัว แต่มนุษย์เป็นห่วงงานมากกว่าครอบครัว ทุกวันนี้คนจำนวนมากไม่มีเวลาอยู่กับลูก มีแต่ทำงาน การทำงานในลักษณะนี้คือการเป็นทาส ซึ่งการอยู่บ้านดิน ผมคิดว่าผมทำสงครามกับระบบทาส ผมพยายามหลุดออกมาจากระบบทาส ผมไม่ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง เพราะชีวิตผมสั้นมาก อีกไม่นานก็ตายแล้ว ทำไมผมต้องสูญสิ้นชีวิตไปทำงานโดยไม่รู้เป้าหมายเลย

เพราะฉะนั้น ก่อนตายผมอยากจะมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ให้มีเวลาชื่นชมความงามของธรรมชาติ ชื่นชมความงามของการมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่การเกิดมาทำงานแล้วก็ตายไป

ฉะนั้น การกลับมาทำบ้านดินคือการให้เวลากับตัวเอง เพราะอยู่ในบ้านดินทำให้เราทำงานน้อยลง เพราะบ้านปกติเราต้องใช้เวลามากกว่าจะได้บ้านมาหนึ่งหลัง แต่บ้านดินใช้เวลาแค่เดือนสองเดือนก็ได้แล้ว เรามีเวลาว่างมากขึ้น หลายครั้งที่ผมจะเข้ามาในเมือง แต่ก่อนผมเคยฝันว่า ชีวิตในเมืองจะเป็นสวรรค์ เพราะผมเป็นคนบ้านนอก แต่ทุกวันนี้ผมเข้ามาแล้วผมคิดถึงบ้าน รู้สึกว่ามันไม่น่าอยู่ มันแห้งแล้ว มันหยาบกระด้าง ไม่มีชีวิตชีวา แต่อยู่บ้านเราจะเห็นนก เห็นแมลงปอ เห็นยอดหญ้าที่มันไหวเองตามลม มันเป็นความงดงามที่รู้สึกว่าเรามีชีวิตอยู่นะ ไม่ใช่แค่เป็นหุ่นยนต์นั่งทำงานอยู่ตลอดเวลา

ผมคิดว่าการกลับมาอยู่บ้านดินเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากในชีวิตผม ยิ่งในสังคมทุกวันนี้เป็นสังคมที่ทุกระบบจะทำลายความเข้มแข็งของมนุษย์ทุกระบบเท่าที่จะมากได้ เพราะตราบใดที่มีความเข้มแข็งขึ้น มันจะไปทำลายระบบทุนนิยม บริโภคนิยม ฉะนั้นใครจะเข้มแข็งไม่ได้ พึ่งตัวเองไม่ได้ อันนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะไทย เกิดขึ้นทั่วโลก โลกถูกออกแบบมาโดยคนตะวันตกที่ต้องการให้ทั่วโลกอ่อนแอ ใครทำตัวที่จะเข้มแข็งขึ้นต้องถูกจับ รัฐบาลไหนทำตัวจะเป็นอิสระ รัฐบาลนั้นจะถูกเปลี่ยน โดยได้รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติ ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ เราทำได้ในตอนนี้คือการกลับมาพึ่งตัวเองและการอยู่บ้านดินถือเป็นอาวุธสำคัญมากที่จะต่อสู้กับระบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพราะอาวุธที่สำคัญที่สุดคือลดการใช้เงิน เพราะทันทีที่เราใช้เงินก็เป็นการสนับสนุนระบบมาทำลายเรามากขึ้น บริษัทข้ามชาติก็ใหญ่มากขึ้น เขาเติบโตขึ้นเพราะหยาดเหงื่อแรงงานของเราทั้งสิ้น ฉะนั้นการที่เรากลับมาอยู่ในวิถีแห่งการพึ่งตนเองเป็นการปลดปล่อยตัวเองทั้งจิตใจ ร่างกายออกจากระบบทาสยุคใหม่ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

บ้านดินผมถือว่าเป็นอาวุธที่ดีมาก ทุกครั้งที่เรามา การลงแรงสร้างบ้านดินมันไม่ใช่เรื่องบ้านดินเท่านั้น มันเป็นการฟังตัวเองทั้งระบบ ปัจจัย 4 เป็นสิ่งที่จะต้องพูดคุยกันตลอด เพราะเราไม่ได้ทำเฉพาะบ้านดิน ๆ เป็นสิ่งเล็ก ๆ สิ่งหนึ่งที่เราทำแค่นั้นเอง ฉะนั้นตอนนี้ลงแขกหลาย ๆ ที่ ผมจะพยายามพูดเรื่องเมล็ดพันธุ์ เพราะเมล็ดพันธุ์คืออาหาร แต่มันกำลังจะถูกครอบงำโดยคนไม่กี่คน ถ้าหากเมล็ดพันธุ์ถูกครอบงำได้ โลกก็จะถูกครอบครอง ฉะนั้นบ้านดิน อาหาร ยารักษาโรค คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้ามองในแง่ตื้น บ้านดินก็คือสถาปัตยกรรมทางธรรมชาติที่เก่าแก่อีกอันหนึ่งของโลกที่มีคนอยู่มาอย่างยาวนานที่สุด แต่เราไม่ค่อยรู้จัก

อย่างมีคนถามถ้าบ้านดินดีจริงทำไมคนถึงไม่รู้จักบ้านดิน ก็คำตอบก็คือ บ้านดินดีจริง แต่บ้านดินไม่เอื้อต่อระบบธุรกิจ ทำให้ไม่มีใครอยากลงทุนมาทำบ้านดิน เพราะทำแล้วไม่รู้จะไปคิดราคายังไง มาก ๆ ก็ไม่ได้ เพราะคิดกำไรมากไป ชาวบ้านเขาก็ทำกันเอง ก็เลยไม่มีใครมาทำธุรกิจตรงนี้


ประชากรตอนนี้ 1 ใน 3 ของโลกอยู่บ้านดิน ดินไม่มีราคาผูกขาดเหมือนกับไม้หรือปูน ฉะนั้นผมเห็นว่าการอยู่บ้านดินนอกจากความสะดวกสบายแล้ว ยังเป็นการฟังตนเอง มันยังมีค่าต่อจิตใจเราอย่างมหาศาล ตอนนี้คนส่วนมากเกิดมาในสังคมที่ทำลายศักยภาพของตัวเองลดลงเรื่อย ๆ

การทำบ้านดินทำให้เราค้นพบว่าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีศักยภาพทีจะทำอะไรก็ได้ขนาดบ้านยังทำได้ เพราะระบบจะบอกว่าต้องให้ช่าง ให้ผู้เชี่ยวชาญทำบ้านให้ ระบบทุกอย่างสอนให้เราเชื่อผู้เชี่ยวชาญทั้งสิ้น ในที่สุดเราก็ทำอะไรไม่เป็น นี่เป็นการทำลายศักยภาพของมนุษย์ เราหลงว่าตัวเองฉลาด แต่จริง ๆ เราโง่กว่าควาย

โจน จันใด

*บันทึกการเสวนา จากงาน "ก้าวหน้า ก้าวหลัง คนบ้า_ดิน" จัดโดย โครงการบ้านดิน อาศรมวงศ์สนิท โดยความอนุเคราะห์สถานที่จาก คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

< ก่อนหน้า   ถัดไป >